โรคตาที่พบบ่อย
“ตาต้อ” เป็นกลุ่มของโรคตา “ต้อ” ที่มีลักษณะแตกต่างกัน วันนี้มาทำความรู้จัก “ตาต้อ”
โรคต้อของตามีกี่โรค และมีความแตกต่างกันอย่างไร
คำว่าต้อเป็นคำทั่วไปหมายถึงตา ดังนั้น เมื่อบอกว่าเป็นโรคต้อ ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นโรคต้อชนิดใด ที่พบบ่อย ๆ และควรทราบ เรียงลำดับตามความรุนแรงจากน้อยไปมาก ดังนี้
1) โรคต้อลม (Pinguecular)

มีลักษณะเป็นเยื่อสีขาวหรือขาวเหลืองบริเวณตาขาวข้าง ๆ ตาดำ เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองต่อเยื่อบุตา (เช่น ลม ฝุ่น แสงแดด) มาเป็นเวลานาน มักทำให้มีอาการเคืองตาง่าย ไม่ทำให้ตามัวหรือบอด
2) โรคต้อเนื้อ (Pterygium)

โรคต้อเนื้อเป็นโรคที่ต่อเนื่องมาจากโรคต้อลม แต่เยื่อบุตาลามเข้ามาถึงบริเวณกระจกตาดำ (cornea) เป็นลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อสีขาวออกแดงบริเวณกระจกตาด้านหัวตาหรือหางตา เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองมาเป็นเวลานานหลายปี ทำให้มีอาการเคืองตาและตาแดงบริเวณต้อเนื้อ เมื่อถูกสิ่งระคายเคือง ไม่ทำให้ตามัวหรือบอด
3) โรคต้อกระจก (Cataract)

โรคต้อกระจกเป็นโรคที่เกิดจากการขุ่นของเลนส์แก้วตา (lens) ในลูกตา ทำให้การมองเห็นภาพมีลักษณะคล้ายเป็นหมอกหรือควันขาว ๆ บัง มักเป็นจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตาตามอายุ แต่อาจเป็นตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดหลังอุบัติเหตุต่อดวงตาก็ได้ มักทำให้ตามัวมากขึ้นเรื่อยจนอาจมองไม่เห็นในที่สุดถ้าไม่ได้รับการรักษา
4) โรคต้อหิน (Glaucoma)

ต้อหินเป็นโรคที่มีความดันในลูกตาสูงจากการระบายออกของน้ำเลี้ยงในลูกตา (aqueous) น้อยผิดปกติ ทำให้ลูกตาแข็งขึ้น จนกระทั่งกดขั้วประสาทตา (optic disc) ทำให้มีการเสียของลานสายตาการมองเห็น จนกระทั่งตาบอดสนิทได้ในที่สุด
5) วุ้นในตาเสื่อม (Eye Floaters)

เกิดจากการการจ้อง ทีวี มือถือ คอมพิวเตอร์เป็น สะสมเป็นเวลานาน อาการวุ่นในตาเสื่อม จะเห็นคราบดำๆ เหมือนใยแมงมุม หรือลูกน้ำ ลอยไปลอยมา เหมือนคราบที่ติดกระจก ปัจจุบันเริ่มพบโรคนี้ในวัยหนุ่มสาว คนทำงาน

6) จอประสาทตาเสื่อม (Aged-related macular degeneration : AMD)

เป็นโรคที่มีความผิดปกติ เกิดขึ้น ในจุดกลางของจอประสาทตา อาการตาพร่ามัว มองเห็นตรงกลางของภาพไม่ชัดเจน บางรายมองเห็นแค่ขอบ

source

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *